resize เกี่ยวกับความร่วมมือไทย-CERN - มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เกี่ยวกับความร่วมมือไทย-เซิร์น

                                      

         ความร่วมมือระหว่างไทยกับเซิร์น (CERN: The European Organization for Nuclear Research) เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่สนพระทัยในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเซิร์น ในหลายวโรกาสได้ทรงมีพระราชดำริว่า หากนักวิทยาศาสตร์ของไทยได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับเซิร์น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเป็นอันมาก 

หน่วยงานร่วมดำเนินการ

 

 

       ประเทศไทยได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับ CERN มาอย่างต่อเนื่อง โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยไปเยือน CERN 4 ครั้ง ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 และ ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 พระองค์ทรงมีพระราชดําริและทรงเล็งเห็นว่า หากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทํางานวิจัยร่วมกับ CERN ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนําระดับโลก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเป็นอันมาก

 

       ในคราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดําเนินเยือน CERN เป็นครั้งที่ 3 นั้น ได้มีการลงนามใน Expression of Interest in the Participation of Physicists from Universities and Research Institutes from Thailand in the CMS Experiment at the CERN LHC Accelerator ระหว่างสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ CERN โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาความร่วมมือให้นักฟิสิกส์จากประเทศไทยเข้าร่วมทําการทดลองด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูง และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาและครูจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ CERN Summer Student Program และ CERN High School Physics Teacher Program ซึ่งต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเซิร์น เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของประเทศไทยกับ CERN ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2552 เป็นต้นมาต่อมาได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการ National e-Science Infrastructure Consortium ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลแบบกริดเพื่อใช้ประโยชน์ในงานวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณร่วมกัน

 

        สืบเนื่องจากการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของ The Compact Muon Solenoid Collaboration (CMS) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้เข้าเป็นสมาชิกของ A Large Ion Collision Experiment (ALICE) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2555 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประทับเป็นองค์ประธานในพิธีลงนามทั้งสอง ณ วังสระปทุม เพื่อให้การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลจาก CMS และ ALICE ของ CERN เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการบริหารจัดการและการใช้งานข้อมูลจำนวนมากผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กริด  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยห้องปฏิบัติการวิจัยการจำลองขนาดใหญ่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จึงได้เข้าร่วมกับเครือข่ายกริดคอมพิวเตอร์ Worldwide LHC Computing Grid (WLCG) ของ CERN เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการความร่วมมือวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูง

 

        เครือข่าย WLCG เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาของหลายประเทศ โดยทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ทั้งนี้เครือข่าย WLCG แบ่งศูนย์คอมพิวเตอร์ที่เข้าร่วมเป็น 4 ระดับคือ ศูนย์ระดับ 0 (Tier 0), ศูนย์ระดับ 1 (Tier 1), ศูนย์ระดับ 2 (Tier 2) และ ศูนย์ระดับ 3 (Tier 3) ตามหน้าที่การทำงาน และ ขนาดทรัพยากรจากมากถึงน้อยตามลำดับ ทั้งนี้ ศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ CERN เป็นศูนย์ระดับ 0 ทำหน้าที่ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลดิบจากการทดลอง ศูนย์ระดับ 1 มีจำนวน 12 แห่งใน 11 ประเทศ มีหน้าที่เป็นแหล่งสำรองในจัดเก็บข้อมูลดิบจาก CERN และข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ตลอดจนข้อมูลที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์ ส่วนศูนย์ระดับ 2 มีจำนวนมากกว่า 140 แห่งใน 40 ประเทศโดยประมาณ ทำหน้าที่ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลจาก simulation และการวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งหน่วยงานทั้งสามของประเทศไทย จะเข้าร่วมเป็นศูนย์ระดับ 2 ของเครือข่าย WLCG นี้ และ ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของเครือข่าย WLCG

 

        ในโอกาสที่ Director General ของ CERN (Dr. Rolf-Dieter Heuer) จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย และโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ CERN ขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2556 ณ วังสระปทุม

 

ความร่วมมืออื่น ๆ ระหว่างหน่วยงานของประเทศไทย กับ CERN

 

        คณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับ CERN ซึ่งประกอบด้วย 13 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการความร่วมมือไทยกับเซิร์น เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 นั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านวิชาการและวิจัยกับเซิร์น-เดซี่ เพื่อร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

 

       1. โครงการคัดเลือกนักศึกษาและครูสอนฟิสิกส์เพื่อร่วมโปรแกรมภาคฤดูร้อนของ CERN (ดำเนินการตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 )

       2. โครงการส่งเสริมการจัดกิจกรรมวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเซิร์น เช่น โครงการ CERN School Thailand (ระดับปริญญาโท-เอก) และ โครงการ Thailand Experimental Particle Physics Novice Workshop (อนุภาคน้อย) (ระดับปริญญาตรี)

       3. ภาคีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science เป็นความร่วมมือที่ริเริ่มโดย 5 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณสมรรถนะสูง เพื่อรองรับการใช้งานด้านการวิจัยอย่างยั่งยืน

       4. โครงการส่งเสริมนักศึกษาปริญญาโท-เอก นักวิจัยไปทำงานวิจัย ณ เซิร์น และพัฒนาให้เกิดการทำวิจัยร่วมกับเซิร์น

       5. โครงการจัดส่งนักเรียน  ม.ปลายไปศึกษาดูงาน        

         

        ศ.ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. และรองประธานกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับเซิร์นว่า เป็นการเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ไทย ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยขั้นสูง โดยใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ที่ใช้การลงทุนสูงอย่างเครื่องเร่งอนุภาค LHC ของเซิร์น  เป้าหมายหลักของเซิร์นจะเป็นการวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นการค้นหาความรู้ที่มีความท้าทาย และสำคัญอย่างยิ่งในด้านวิชาการ ทั้งนี้ การพัฒนาเครื่องมือในการทดลองที่มีขีดความสามารถสูง ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในปัจจุบัน  ซึ่งเซิร์นได้ริเริ่มค้นคว้าไว้นานแล้ว เช่น HTML ที่ใช้ในเว็บไซต์ต่างๆ แม้แต่หน้าจอสัมผัสแบบ capacitive ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือในขณะนี้ เซิร์นก็ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เทคโนโลยีสำคัญของเซิร์น คือ เครื่องเร่งอนุภาค และตัวตรวจวัด (หรือ เซ็นเซอร์) ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการการแพทย์ในการรักษาโรคโดยใช้ลำอนุภาคโปรตรอน และการวินิจฉัยโรคด้วยเครื่อง PET Scan จึงนับเป็นความโชคดีของวงการวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อันก่อเกิดความร่วมมือนี้ขึ้น

 

       Prof.Rolf Dieter Heuer, ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด (Director General) ของเซิร์น กล่าวว่า โครงการของเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนำระดับโลก เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาของหลายประเทศ ทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) มีนโยบายที่จะสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยในประเทศแถบอาซียน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยต่างๆ ได้มีความร่วมมือในการศึกษาหาข้อมูล และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลก มีงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อเป็นการช่วยเหลือมนุษยชาติต่อไป